อุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งสำคัญเกี่ยวกับการปรับปรุงมาตรฐานเหล็กเส้น โดยเฉพาะประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเหล็กเส้นที่ผลิตจากเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace: IF) หรือที่รู้จักกันในชื่อเหล็ก IF ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลด้านความปลอดภัยและคุณภาพของการก่อสร้าง
ที่มาของประเด็นเหล็ก IF และการปรับแก้มาตรฐาน
เดิมทีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ของประเทศไทยสำหรับเหล็กเส้นกลม (มอก. 20-2543) และเหล็กเส้นข้ออ้อย (มอก. 24-2548) ได้จำกัดวิธีการผลิตเหล็กเส้นให้ต้องมาจากเตา BOF (Basic Oxygen Furnace), EAF (Electric Arc Furnace) หรือเตา Open Hearth เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในปี 2559 ได้มีการปรับแก้เป็น มอก. 20-2559 และ มอก. 24-2559 ซึ่งได้ยกเลิกข้อจำกัดด้านกรรมวิธีการผลิตเดิมออกไป ทำให้เปิดกว้างสำหรับกระบวนการผลิตอื่น ๆ รวมถึงเตา IF ซึ่งมีการย้ายฐานเข้ามาในประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าว การปรับแก้ครั้งนั้นได้เพิ่มข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้นในด้านการคัดเลือกเศษเหล็ก การควบคุมส่วนประกอบทางเคมีในทุกขั้นตอน การมีกระบวนการทำน้ำเหล็กให้บริสุทธิ์ (refining process) เช่น การใช้เตาปรุง (Ladle Furnace) เพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำเหล็กและขจัดสารฝังใน (inclusion) รวมถึงมาตรการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพของเหล็กเส้นที่ผลิตจากกรรมวิธีที่หลากหลาย
สถานการณ์ปัจจุบันและข้อเสนอเพื่อยกระดับมาตรฐาน
นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากผลการศึกษาของคณะทำงานมาตรฐานอุตสาหกรรม โดยรวบรวมข้อมูลทางวิชาการและบทเรียนจากประเทศจีน ได้นำมาใช้เป็นประโยชน์ในการแก้ไข มอก. เหล็กเส้น ซึ่งขณะนี้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กำลังทบทวน มอก. 20-2559 เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต เหล็กเส้นกลม และ มอก. 24-2559 เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต เหล็กข้ออ้อย
การทบทวนนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างมาตรฐานเหล็กเส้นไทยที่ให้ความมั่นใจในความปลอดภัย หลังพบการรายงานปัญหาคุณภาพของเหล็กเส้นที่ผลิตจากเตา IF และเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงในกรุงเทพฯ ปัจจุบันเหล็กจากเตา IF มีส่วนแบ่งตลาดในประเทศไทยสูงถึงกว่าครึ่งหนึ่งของการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างทั้งหมดประมาณ 3 ล้านตันต่อปี หรือประมาณ 1.6 ล้านตันในปี 2567 เนื่องจากมีราคาที่ต่ำกว่า
ข้อโต้แย้งจากผู้ผลิตเตา IF
แม้จะมีการผลักดันให้มีการจำกัดการใช้เหล็กข้ออ้อยที่ผลิตจากเตา IF ในงานโครงสร้างหลัก และให้ผลิตได้เฉพาะเหล็กเส้นกลมสำหรับงานพื้น แต่ผู้ประกอบการกลุ่มเตา IF ได้ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน นายอมร อึงสมบูรณ์ อุปนายกสมาคมผู้ประกอบการหล่อหลอมด้วยการเหนี่ยวนำไฟฟ้า ชี้แจงว่า ปัจจุบันการผลิตเหล็กเส้นยังคงอยู่ภายใต้ มอก. 2559 ซึ่งอนุญาตให้เตา IF, EAF และ BOF ผลิตเหล็กเส้นข้ออ้อยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
นายอมรยืนยันว่า ความแข็งแรงของเหล็กไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเภทของเตาหลอมเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับกระบวนการรีดและการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย หากกระบวนการผลิตไม่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นเตา IF หรือ EAF ก็สามารถผลิตเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐานได้เช่นกัน นอกจากนี้ ข้อมูลการวิเคราะห์จากหลายสถาบันระบุว่า สาเหตุหลักของเหตุการณ์อาคารถล่มบางกรณีเกิดจากปัญหาด้านการออกแบบและการบริหารงานก่อสร้าง ไม่ใช่คุณภาพของเหล็กเส้นโดยตรง
เหล็กเส้นกลมกับการเสื่อมสภาพของอาคารเก่า
ประเด็นเกี่ยวกับคุณภาพเหล็กเส้นยังเชื่อมโยงกับปัญหาการเสื่อมสภาพของอาคารเก่าในกรุงเทพฯ ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่าเหตุการณ์ระเบียงกันสาดอาคารถล่มบนถนนพระราม 4 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 เกิดจาก 3 ปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ การเสื่อมสภาพของอาคารเก่า เหล็กเป็นสนิม และจุดยึดที่ไม่เพียงพอ
ประเด็นสำคัญคือการใช้เหล็กเส้นกลมในการยึด ซึ่งอาจทำให้จุดยึดไม่แข็งแรงเพียงพอ วัสดุก่อสร้างในอดีตอย่างคอนกรีตและเหล็กเส้นกลมผิวเรียบมีกำลังรับน้ำหนักและการยึดเกาะต่ำกว่ามาตรฐานปัจจุบัน เมื่อสัมผัสกับสภาพแวดล้อมเป็นเวลานานจึงเสื่อมสภาพและเกิดสนิมได้ง่าย เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรก และสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ่อนเร้นในอาคารเก่าจำนวนมาก
สถานการณ์ราคาเหล็กและวัสดุก่อสร้าง
ในขณะที่ประเด็นมาตรฐานเหล็กกำลังถูกทบทวน ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยภาพรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะหมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีตและซีเมนต์ที่สูงขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบและความต้องการใช้ในโครงการภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม ราคาเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กกลับลดลงร้อยละ 1.6 ซึ่งเป็นผลมาจากอุปทานเหล็กส่วนเกินในตลาดโลกจากการเพิ่มกำลังการผลิตในหลายประเทศ เช่น จีน อินเดีย และเวียดนาม ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคากับเหล็กนำเข้าจากต่างประเทศ สอดคล้องกับรายงานในเดือนธันวาคม 2568 ที่ระบุว่าราคาเหล็กเส้นกลมผิวข้ออ้อยและเหล็กเส้นกลมผิวเรียบลดลงร้อยละ 2.0 จากผลกระทบวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ในจีนและมาตรการทางภาษีเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กของหลายประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาเหล็กทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
บทสรุปและสิ่งที่ต้องติดตาม
การทบทวน มอก. เหล็กเส้นเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในงานก่อสร้างเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้นของเหล็ก IF และความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพที่อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอาคาร ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการผลิตเหล็กเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการควบคุมคุณภาพตลอดกระบวนการผลิต และความสำคัญของการออกแบบและบริหารงานก่อสร้างที่ได้มาตรฐาน
ในขณะที่ผู้ผลิตเหล็กจากเตา IF ยืนยันถึงความสามารถในการผลิตเหล็กคุณภาพตามมาตรฐานปัจจุบัน การพิจารณาของ สมอ. และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมเหล็กก่อสร้างไทยในอนาคต ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของอาคารและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทั้งยังต้องจับตาสถานการณ์ราคาเหล็กเส้นกลม ล่าสุด วันนี้ ที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกและอุปทานส่วนเกิน ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการก่อสร้างและการแข่งขันในตลาดต่อไป



